สมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจเทคนิคกรุงเทพฯ
ข้อบังคับ สมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ (แก้ไขเมื่อ พ.ศ. 2545)

หมวด 1 ความทั่วไป

ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า "สมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ" ใช้ชื่อย่อว่า
"ชสร.วขก." ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "THE BANGKOK TECHNICAL INSTITUTE, SURVEY ALUMNI ASSOCIATION"
ข้อ 2. เครื่องหมายสมาคมมีสัญลักษณ์
- รูปโลกเป็นวงกลม มีเส้นรุ้ง เส้นแวง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งและกำหนดตำบลที่ต่างๆ บนพื้นผิวโลกในแผนที่
- แผนที่ประเทศไทย หมายถึงสมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในประเทศไทย
- กล้องส่องวัดมุมหมายถึงเครื่องมือที่ใช้ทำการสำรวจทำแผนที่ รูปเครื่องหมายของสมาคม
ข้อ 3. สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ ณ เลขที่ 672 ถนนทนุรัตน์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร


หมวด 2 วัตถุประสงค์

ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคมเพื่อ
     4.1. ส่งเสริม เผยแพร่ แลกเปลี่ยนวิทยาการ และประสบการณ์ด้านสำรวจ กับส่วนราชการ องค์การ เอกชน บุคคลทั่วไป และระหว่างสมาชิก
     4.2. ส่งเสริมความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก
     4.3. ส่งเสริมสนับสนุนแผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา
     4.4. ส่งเสริมสนับสนุนในด้านการศึกษา ความประพฤติ การศาสนา และวัฒนธรรมอันดีงามของนักศึกษาแผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ
     4.5. ส่งเสริมสนับสนุนด้านสวัสดิการแก่สมาชิก ยกเว้นการฌาปนกิจสงเคราะห์
     4.6. ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
     4.7. ไม่มีเจตนาหาผลกำไร แบ่งปันกันแต่อย่างใด
     4.8. ไม่มีนโยบาย หรือเจตนาจะตั้งโต๊ะบิลเลียด เพื่อเล่นการพนันเอาทรัพย์สินแต่อย่างใด

หมวด 3 สมาชิก

ข้อ 5. สมาชิกของสมาคม มี 2 ประเภท คือ
     5.1. สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้ที่เคยศึกษาที่แผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ หรือแผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ
     5.2. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการะคุณต่อสมาคม ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ 6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
     6.1. เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
     6.2. เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
     6.3. ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ
ข้อ 7. ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
     7.1. สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียน คนละ 20 บาท
ค่าบำรุงสมาคม ปีละ 100 บาท
หรือค่าบำรุงสมาคมตลอดชีพ 500 บาท
     7.2. สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ข้อ 8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกสามัญของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิก ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 2 คน และให้เลขานุการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ข้อ 9. สมาชิกของสมาคมคนใดจะคัดค้านการสมัครเป็นสมาชิกตามข้อ 8. ให้ยื่นคำคัดค้านเป็นหนังสือต่อเลขานุการ ภายในกำหนดเวลาของการประกาศ เมื่อครบกำหนดการประกาศแล้วให้เลขานุการนำใบสมัคร และหนังสือคัดค้าน(ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาในวาระแรกที่มีการประชุม ผลการพิจารณาเป็นประการใด ให้เลขานุการแจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ 10. ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ และสมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มตั้งแต่วันที่ผู้สมัคร ได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมภายในกำหนดก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
ข้อ 11. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่หนังสือตอบตกลงรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงยังสมาคม
ข้อ 12. สมาชิกภาพของสมาชิก ให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
     12.1. ตาย
     12.2. ลาออก โดยยื่นเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังตกค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
     12.3. ขาดคุณสมบัติสมาชิก
     12.4. คณะกรรมการลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด หรือที่ประชุมใหญ่ของสมาคมลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
          12.4.1. ประพฤติตนเป็นปรปักษ์ หรือนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
          12.4.2. ค้างชำระค่าบำรุงสมาคม เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเหรัญญิกได้มีหนังสือทวงถามแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง
          12.4.3. ขาดการประชุมใหญ่ติดต่อกัน 5 ครั้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร
          12.4.4. ย้ายที่อยู่ หรือภูมิลำเนา โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบในเวลาอันสมควร
ข้อ 13. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
     13.1. มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
     13.2. มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของสมาคมต่อคณะกรรมการ
     13.3. มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สามคมได้จัดให้มีขึ้น
     13.4. มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
     13.5. สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในการประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
     13.6. มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสาร และบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
     13.7. มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 100 คน ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
     13.8. มีสิทธิอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้
     13.9. มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
     13.10. มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมเกียรติกับที่เป็นสมาชิกของสมาคม
     13.11. มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ของสมาคม
     13.12. มีหน้าที่ร่วมกิจการที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
     13.13. มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวด 4 การดำเนินงานของสมาคม

ข้อ 14. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารงานของสมาคม มีจำนวนอย่างน้อย 15 คน และไม่เกิน 25 คน คณะกรรมการนี้ได้มาจากวิธีการดังต่อไปนี้
     14.1. ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งนายกสมาคมจากสมาชิกสามัญ การเลือกตั้งให้ถือว่าผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคม แต่ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
     14.2. เมื่อที่ประชุมใหญ่ เลือกตั้งนายกสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ดำเนินการเลือกตั้ง อุปนายกสมาคมในลำดับต่อไป โดยให้เลือกตั้งอุปนายกสมาคมคนที่ 1 - 3 เรียงตามลำดับไป โดยให้ถือว่าผู้ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นอุปนายกสมาคมคนที่ 1 และผู้ที่คะแนนเสียงรองลงไปเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นอุปนายกสมาคมคนที่ 2 และ 3 หากมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
     14.3. ให้นายกสมาคมและอุปนายกสมาคม ร่วมกันพิจารณาแต่งตั้งสมาชิกสามัญให้ดำรง ตำแหน่งกรรมการสมาคมในตำแหน่งอื่นๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งมีตำแหน่งและ หน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
          14.3.1. นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารงานของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคม
          14.3.2. อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารงานสมาคมปฏิบัติตามที่นายกสมาคมได้มอบหมาย และทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่ง เป็นผู้กระทำการแทน
          14.3.3. เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้า สำนักงานของสมาคมในการปฏิบัติงานของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม
          14.3.4. เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีราย รับ - รายจ่าย บัญชีงบดุล ของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อการตรวจสอบ
          14.3.5. ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับสมาชิก ตลอดจนแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาคม
          14.3.6. นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
          14.3.7. ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้ สมาชิก และบุคคลโดยทั่วไปได้รู้จักแพร่หลาย
          14.3.8. บรรณารักษ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานห้องสมุดของสมาคม
          14.3.9. วิชาการ มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับสมาคม
          14.3.10. กิจกรรม มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านกิจกรรมของสมาคม
          14.3.11. กรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควร กำหนดให้มีขึ้น โดยจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดเอาไว้ แต่คณะกรรมการมิได้ กำหนดตำแหน่ง ก็ให้ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
ข้อ 15. คณะกรรมการของสมาคมอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางๆ ก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่า และคณะกรรมการชุดใหม่ ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ 16. ตำแหน่งนายกสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ให้อุปนายกคนที่ 1 - 3 ตามลำดับ รักษาการแทนจนกว่าจะครบวาระ
ข้อ 17. ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควร เข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น จนกว่าจะครบวาระ
ข้อ 18. กรรมการจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่การออกตามวาระ ก็ด้วยเหตุดังต่อไปนี้คือ.-
     18.1 ตาย
     18.2 ลาออก
     18.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
     18.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่งเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุม
     18.5 ขาดการประชุมคณะกรรมการติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควรคณะกรรมการจึงมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของกรรมการที่เข้าร่วมประชุม
ข้อ 19. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นใบลาออกเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก
ข้อ 20. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
     20.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
     20.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
     20.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
     20.4 มีอำนาจที่จะเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
     20.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
     20.6 มีอำนาจบริหารงานของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
     20.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
     20.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอจากสมาชิกตามข้อ 13.7
     20.9 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินงาน ต่าง ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
     20.10 จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
     20.11 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้
ข้อ 21. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย 6 เดือนต่อครั้ง
ข้อ 22. กรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด อาจเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอต่อนายกสมาคม ให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการขึ้นได้ ทั้งนี้นายกสมาคมจะต้องจัดให้มีการประชุมกรรมการขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
ข้อ 23. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 24. ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมในคราวนั้น เลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ 5 การประชุมใหญ่

ข้อ 25. การประชุมใหญ่ของสมาคม มี 2 ชนิด คือ
     25.1. ประชุมสามัญประจำปี
     25.2. ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ 26. คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละครั้ง ภายในเดือนตุลาคม
ข้อ 27. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นสมควรจัดให้มีขึ้นหรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 100 คน ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น
ข้อ 28. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้สมาชิกทราบ การแจ้งจะต้องแจ้งเป็นหนังสือโดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่
ข้อ 29. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
     29.1. แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
     29.2. แถลงบัญชีรายรับ - รายจ่าย และบัญชีงบดุล ของปีที่ผ่านมาเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่รับรอง
     29.3. เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
     29.4. เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
     29.5. เรื่องอื่น ๆ ถ้ามี
ข้อ 30. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมวิสามัญ จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือไม่น้อยกว่า 100 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุมในการประชุมเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมแล้ว ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ขยายเวลาเริ่มประชุมออกไปอีกพอสมควร และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ขยายออกไปแล้ว ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม หากเป็นการประชุมสามัญประจำปี ก็ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป และให้จัดประชุมใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเวลาได้ล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่จะต้องไม่เกิน 45 วัน นับแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมในครั้งแรกและการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม หากการจัดประชุมครั้งแรกเป็นการจัดประชุมใหญ่วิสามัญหลังจากขยายเวลาเริ่มประชุมแล้ว ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้การจัดประชุมครั้งนี้เป็นอันยกเลิก
ข้อ 31. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 32. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ 6 การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 33. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมด ให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคม ถ้ามีให้นำฝากในนามสมาคมกับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ตามแต่คณะกรรมการจะเห็นสมควร
ข้อ 34. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิก พร้อมกับประทับตราของสมาคม จึงจะมีผลผูกพันสมาคม
ข้อ 35. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 10,000.- บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด
ข้อ 36. ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมในยอดรวมแต่ละวันไม่เกิน 1,000.-บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันที่โอกาสอำนวยให้
ข้อ 37. การรับและจ่ายเงินของสมาคมทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายและลงลายมือชื่อผู้รับทุกครั้ง
ข้อ 38. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักฐานที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม จะต้องเก็บไว้อย่างดีไม่น้อยกว่า 5 ปี
ข้อ 39. ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมและจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต หากผู้สอบบัญชีซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งไว้พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุใด ๆ ก่อนทำการสอบบัญชีเสร็จ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดๆ ที่มิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมทำการตรวจสอบบัญชีแทน
ข้อ 40. ผู้สอบบัญชี มีอำนาจที่จะเรียกเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และเรียกกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชี และทรัพย์สินของสมาคมได้
ข้อ 41. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวดที่ 7 การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ 42. ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุม
ข้อ 43. การเลิกสมาคม จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุแห่งกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคม จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าประชุม
ข้อ 44. เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของกรมเจ้าสังกัดของแผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการศึกษาในแผนกวิชาช่างสำรวจ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ

หมวดที่ 8 บทเฉพาะกาล

ข้อ 45. ข้อบังคับฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป
ข้อ 46. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญและรักษาการในตำแหน่งกรรมการของสมาคม เพื่อรับสมัครสมาชิกและเมื่อรับสมัครสมาชิกสามัญได้จำนวนพอสมควรแล้ว ก็ให้จัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้น เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดแรกของสมาคม ทั้งนี้จะต้องดำเนินการจัดประชุมใหญ่ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล



รายชื่อคณะกรรมการดำเนินงานสมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจเทคนิคกรุงเทพ ใน ปัจจุบัน

1 นายไพโรจน์ เผือกวิไล นายกสมาคม
2 ผู้ช่วยศาสตราจารย์เมิน มีสุข อุปนายก
3 นายรัฐพงศ์ พงศ์ปฎิเมธ อุปนายก
4 นายพิเชษฐ์ เทียนไทย อุปนายก
5 ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาทร จูปราง กรรมการ
6 นายปิยะ เศรษฐรัตนพงษ์ กรรมการ
7 นายยุทธินท์ เจนธุระกิจ กรรมการ
8 นายอภิชัย ศิริพาณิชย์ กรรมการ
9 นายเชาวรัตน์ พรหมแพทย์ กรรมการ
10 นายจิระสักดิ์ เปมะศิริ กรรมการ
11 นายบุญเลิศ วิริยาวุทธ กรรมการ
12 นายบรรณกร ชัยพินิจนรชาติ กรรมการ
13 นายริน ทองอินทร์ กรรมการ
14 นายวิรัช ภูมิพิทักษ์กุล กรรมการ
15 นายปิยะศักดิ์ สามัคคีวีระวัฒนะ กรรมการ
16 นายนกุล สมบูรณ์ภัทรกิจ กรรมการ
17 อาจารย์กฤษณา ชูลิตะพันธ์พงศ์ ปฏิคม
18 อาจารย์ณรงค์ พูนพจน์มาศ นายทะเบียน
19 นางสาวชนมณี แข่งขัน ประชาสัมพันธ์
20 นายพรชัย สัมมาวุฒธิ กรรมการ
21 อาจารย์กนกศักดิ์ ซื่อธานุวงศ์ วิชาการ
22 นายสมศักดิ์ ธนารักษ์วุฒิกร บรรณารักษ์
23 อาจารย์วรพันธ์ แก้วพิทยาภรณ์ เหรัญญิก
24 นายสันทัด ชูสังข์ เลขานุการ
25 นายวิเชียร์ บุญเจริญ ที่ปรึกษาสมาคม
26 อาจารย์วิชิต สังขนันท์ ที่ปรึกษาสมาคม
27 ดร.สนั่น รัศมี ที่ปรึกษาสมาคม
28 ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒินันทน์ อุเทศนันทน์ ที่ปรึกษาสมาคม


ข้อมูลสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าช่างสำรวจ


 

รูปภาพ

photo photo